อาร์วี คอนเน็กซ์ ร่วมขับเคลื่อนพลังแห่งการพึ่งพาตนเอง บนเวที THAIDEF-EX 2026 นิทรรศการอุตสาหกรรมป้องกันประเทศครั้งแรกของไทย
10 กรกฎาคม 2569
นนทบุรี, 10 กรกฎาคม 2569 — บริษัท อาร์ วี คอนเน็กซ์ จำกัด เข้าร่วมงานนิทรรศการอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย 2569 หรือ THAIDEF-EX 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8–10 กรกฎาคม 2569 ณ อาคารอเนกประสงค์ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม (ศรีสมาน) ภายใต้แนวคิด "Power of Self Reliance: พลังแห่งการพึ่งพาตนเอง" โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงจากภาครัฐ กองทัพ และภาคเอกชนเข้าร่วมอย่างคับคั่ง
ตลอดระยะเวลาสามวันของการจัดงาน อาร์วี คอนเน็กซ์ นำเสนอขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีป้องกันประเทศที่พัฒนาโดยคนไทยอย่างครบวงจร ณ บูธ G01 ประกอบด้วยอากาศยานไร้คนขับขนาดเล็กตระกูล Pathum (ปทุม) สำหรับภารกิจลาดตระเวนและเฝ้าตรวจ รวมถึงระบบอากาศยานไร้คนขับเชิงยุทธวิธีแบบ FPV รุ่น T-OR (ต่อ) และ TANN (แตน) ซึ่งออกแบบให้ทำงานร่วมกันเป็นระบบ Hunter-Killer โดย T-OR ทำหน้าที่ค้นหาและยืนยันเป้าหมายด้วยระบบเลเซอร์ ขณะที่ TANN เข้าปฏิบัติการโจมตีด้วยความแม่นยำสูง
นอกจากการจัดแสดงผลิตภัณฑ์แล้ว อาร์วี คอนเน็กซ์ ยังได้ร่วมประกาศความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับบริษัทป้องกันประเทศสัญชาติไทยสองแห่ง ได้แก่ บริษัท เนแรค อาร์มส อินดัสตรี จำกัด เพื่อพัฒนาระบบโดรนติดอาวุธครบวงจร โดยบูรณาการ TITUM M2-200 เข้ากับกระสุนขนาด 120 มม. และ 105 มม. ที่ผ่านการทดสอบร่วมกันในสนามแล้ว และบริษัท ชัยเสรี เมทัลแอนด์รับเบอร์ จำกัด เพื่อร่วมกันพัฒนาและนำเสนอระบบเรดาร์เคลื่อนที่บนแพลตฟอร์มยานยนต์ยุทธวิธี พร้อมระบบบัญชาการและควบคุม (Command and Control: C2) ทั้งสองความร่วมมือนี้คือหลักฐานว่าอุตสาหกรรมป้องกันประเทศไทยสามารถสร้างระบบอาวุธครบวงจรได้เองภายในประเทศ โดยไม่ต้องพึ่งพาซัพพลายเออร์จากต่างชาติ
ไฮไลต์สำคัญในวันสุดท้ายของงานคือการที่ นาวาอากาศเอก กันต์พัฒน์ มังคละศิริ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท อาร์ วี คอนเน็กซ์ จำกัด ร่วมเสวนาในหัวข้อ "ประสบการณ์และแนวทางการส่งเสริมบริษัท Start-Up Dual-Use" โดยได้ถ่ายทอดประสบการณ์ตรงของบริษัทในการก้าวผ่านสิ่งที่นักธุรกิจเรียกว่า "Death Valley Curve" หรือช่วงที่อันตรายที่สุดของบริษัทเทคโนโลยี — ช่วงที่พัฒนาสินค้าได้แล้ว ลงทุนไปมากแล้ว แต่รายได้ยังไม่เพียงพอที่จะดำเนินการต่อ
นาวาอากาศเอก กันต์พัฒน์ กล่าวบนเวทีเสวนาว่า "ทุกบริษัทเทคโนโลยีป้องกันประเทศในไทยรู้จัก Death Valley Curve ดี พัฒนาสินค้าได้แล้ว ลงทุนไปมากแล้ว แต่วงจรจัดซื้อยาว ตลาดในประเทศแคบ สิ่งที่ทำให้อาร์วี คอนเน็กซ์ผ่านช่วงนั้นมาได้ไม่ใช่โชค แต่คือโอกาสที่ได้พิสูจน์ระบบในภารกิจจริงกับกองทัพอากาศไทย การลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานทดสอบของตัวเอง และการเลือกพาร์ทเนอร์ต่างประเทศที่ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้คนไทย ไม่ใช่แค่มาขายของ นี่คือโมเดลที่อุตสาหกรรมป้องกันประเทศไทยต้องการ"
นาวาอากาศเอก กันต์พัฒน์ ยังได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับความท้าทายของเทคโนโลยี Dual-Use ซึ่งแม้จะฟังดูง่ายในทางทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัติผู้ประกอบการต้องรับมือกับความขัดแย้งระหว่างมาตรฐานความมั่นคงระดับสากล เช่น AS9100D และ MIL-STANAG ที่ต้องการกระบวนการรับรองที่เข้มงวดและใช้เวลานาน กับตลาดพลเรือนที่ต้องการความรวดเร็วในการเข้าสู่ตลาด รวมถึงความท้าทายด้านการสื่อสารที่ต้องทำให้ทั้งลูกค้าภาครัฐและเอกชนเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์เดียวกัน คำตอบของอาร์วี คอนเน็กซ์คือการลงทุนในมาตรฐานสากลที่เป็นที่ยอมรับในทั้งสองโลก ทั้ง ISO 9001, AS9100D, CMMI Level 3 และ NIST Cybersecurity Framework 2.0 ซึ่งไม่ใช่แค่กระดาษ แต่คือ "ใบผ่านทาง" ที่เปิดประตูสู่ทั้งสองตลาดได้พร้อมกัน
นาวาอากาศเอก กันต์พัฒน์ ยังได้ยกตัวอย่างรูปธรรมของ Dual-Use ที่ อาร์วี คอนเน็กซ์ พัฒนาขึ้น เพื่อให้เห็นภาพว่าเทคโนโลยีเดียวสามารถสร้างคุณค่าได้ในหลายบริบทพร้อมกัน ได้แก่ ระบบ UAS ที่ใช้ในภารกิจลาดตระเวนและ ISR ทางทหาร แต่ในเวลาเดียวกันก็ถูกนำไปสำรวจพื้นที่ภัยพิบัติ ตรวจสอบโครงสร้างพื้นฐาน และขนส่งเวชภัณฑ์ในพื้นที่ห่างไกล, ระบบต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ (Anti-Drone) ที่ป้องกันฐานทัพและพื้นที่ยุทธศาสตร์ รวมถึงสนามบิน นิคมอุตสาหกรรม และงานสาธารณะขนาดใหญ่จากโดรนบุกรุก และระบบป้องกันภัยไซเบอร์ที่รับมือได้ทั้งภัยคุกคามระดับรัฐชาติและการโจมตีองค์กรเอกชน
"สิ่งสำคัญที่เราเรียนรู้คือ Dual-Use ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวสินค้า แต่เป็นเรื่องของการออกแบบระบบให้มีความยืดหยุ่น และสร้างกระบวนการรับรองที่ตอบโจทย์ได้หลายบริบทตั้งแต่ขั้นตอนการพัฒนา ถ้าทำได้ถูกต้องตั้งแต่ต้น คุณไม่ได้สร้างสินค้าหนึ่งชิ้น คุณสร้างแพลตฟอร์มที่โตไปพร้อมกับความต้องการของทั้งสองตลาด"
นางสาวนาฏวดี วัฒนกิจ รองประธานฝ่ายนวัตกรรม กล่าวว่า "งานนี้ไม่ใช่แค่นิทรรศการ แต่คือจุดเริ่มต้นของการเชื่อมโยงระหว่างผู้ประกอบการไทยในวงกว้างขึ้น อาร์วี คอนเน็กซ์ เชื่อมั่นว่าความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศจะเกิดขึ้นได้จากการที่บริษัทไทยร่วมกันสร้าง ไม่ใช่แข่งกัน เพราะตั้งแต่วันแรกที่ก่อตั้งบริษัท เราตั้งใจมาแล้วว่าประเทศไทยต้องมีบริษัทเทคโนโลยีป้องกันประเทศของตัวเอง ไม่ใช่แค่เป็นผู้ซื้อหรือผู้ใช้เทคโนโลยีจากต่างชาติ THAIDEF-EX 2026 คือหลักฐานว่าเราเดินมาถูกทางแล้ว"
อาร์วี คอนเน็กซ์ ขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมสร้างพลังให้กับ THAIDEF-EX 2026 และมุ่งมั่นที่จะสานต่อบทบาทในการยกระดับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศไทยสู่การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืนต่อไป โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าภาครัฐจะให้การสนับสนุนอุตสาหกรรมในประเทศอย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม เพื่อให้ THAIDEF-EX 2026 เป็นจุดเริ่มต้นที่แท้จริงของการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่เพียงสัญลักษณ์