กรุงเทพมหานคร, 22 กรกฎาคม 2569 — บริษัท อาร์ วี คอนเน็กซ์ จำกัด ร่วมจัดแสดงผลงานในงาน วันภูมิปัญญานักรบไทย ประจำปี 2569 (RTA Innovation Day 2569) ซึ่งจัดโดยสำนักงานวิจัยและพัฒนาการทางทหารของกองทัพบก ณ โรงเรียนเสนาธิการทหารบก เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 งานดังกล่าวรวบรวมกว่า 30 ผลงานนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์ทางทหารจากนักวิจัย นักประดิษฐ์ และกำลังพลของกองทัพ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและเชิดชูขีดความสามารถของคนไทยในการพัฒนาอุตสาหกรรมความมั่นคงของชาติ

ในโอกาสนี้ พลเอก ศานติ ศกุนตนาค ประธานคณะที่ปรึกษากองทัพบก ได้เข้าเยี่ยมชมบูธและรับฟังการนำเสนอโดยตรงจากทีมวิศวกรและผู้เชี่ยวชาญของอาร์วี คอนเน็กซ์ ซึ่งถือเป็นโอกาสอันมีค่าในการนำเสนอศักยภาพของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศไทยต่อผู้นำระดับสูงของกองทัพ

ไฮไลต์สำคัญที่สุดของการจัดแสดงในครั้งนี้คือการเปิดตัว ARUN (อรุณ) อากาศยานไร้คนขับแบบปีกบิน (Flying Wing) เพื่อการเฝ้าระวังและตรวจการณ์เชิงยุทธวิธีสู่สาธารณะเป็นครั้งแรก ARUN มีปีกกว้าง 5.2 เมตร น้ำหนักบินขึ้นสูงสุด 55 กิโลกรัม และสามารถบรรทุก Payload ได้ 10–12 กิโลกรัม โดยรองรับการติดตั้งกล้อง EO/IR, Thermal Camera และระบบ SAR พร้อมกันสองชุด สิ่งที่ทำให้ ARUN โดดเด่นเหนืออากาศยานในระดับเดียวกันคือความทนบินสูงสุดถึง 15–20 ชั่วโมง ด้วยเพดานบิน 15,000 ฟุต และระยะ Data Link 80 กิโลเมตร ทำให้ครอบคลุมพื้นที่ขนาดใหญ่ได้ในการปฏิบัติการเดียว ARUN ปล่อยตัวด้วยระบบ Catapult (ระบบปล่อยด้วยแรงดีด) และกู้คืนด้วยร่มชูชีพ โดยไม่ต้องใช้รันเวย์ พร้อมรองรับภารกิจการเฝ้าตรวจ, ISTAR ทั้งทางบกและทางทะเล

สิ่งที่ทำให้ ARUN มีความสำคัญเชิงยุทธวิธีอย่างยิ่งคือศักยภาพในการทำงานร่วมกับ K-18M ในกรอบ UAS Joint Operations (การปฏิบัติการร่วมของระบบอากาศยานไร้คนขับ) โดย ARUN ทำหน้าที่ Big Picture Observer (ผู้สังเกตการณ์ภาพรวมสนามรบ) บินสูงระบุและยืนยันเป้าหมาย ก่อนส่งข้อมูลพิกัดให้ K-18M ดำเนินการโจมตีได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น นับเป็นการบูรณาการการข่าวกรองและการโจมตีในระบบที่พัฒนาโดยคนไทยทั้งหมด

ควบคู่กับ ARUN คือ K-18M อากาศยานโจมตีรุ่นใหม่ล่าสุดที่มาพร้อมสองโหมดการปฏิบัติการในแพลตฟอร์มเดียว ในโหมดกระสุนวนเวียน หรือ Loitering Munition K-18M จะบินวนเหนือพื้นที่เป้าหมายได้นานสูงสุด 5 ชั่วโมง เฝ้าสังเกตและยืนยันเป้าหมายแบบเรียลไทม์ก่อนตัดสินใจโจมตี ขณะที่ในโหมดการโจมตีทางเดียว หรือ One-Way Attack K-18M บินตรงสู่เป้าหมายที่กำหนดด้วยความเร็วสูงสุดกว่า 130 นอต และรัศมีปฏิบัติการได้ไกลกว่า 600 กิโลเมตร ทั้งสองโหมดใช้แพลตฟอร์มเดียวกัน มีปีกกว้าง 2 เมตร น้ำหนักบินขึ้นสูงสุด 55 กิโลกรัม และ Payload สูงสุด 5 กิโลกรัม รองรับการปล่อยตัวด้วยระบบ Catapult โดยไม่ต้องพึ่งรันเวย์

อีกหนึ่งระบบที่ดึงดูดความสนใจจากผู้เยี่ยมชมคือ T-OR (ต่อ) และ TANN (แตน) คู่อากาศยานไร้คนขับ FPV (ระบบบินมุมมองบุคคลที่หนึ่ง) เชิงยุทธวิธีที่ทำงานร่วมกันในระบบปิด ตั้งแต่การตรวจการณ์ การยืนยันเป้าหมาย ไปจนถึงการโจมตีแม่นยำในห่วงโซ่เดียว สิ่งที่ยืนยันคุณค่าของระบบนี้ได้ชัดเจนที่สุดไม่ใช่สเปกบนกระดาษ แต่คือการที่ TANN FPV ได้รับการใช้งานจริงในภารกิจทางทหาร และได้รับหนังสือรับรองการใช้งานอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานในกองทัพหลายหน่วย ซึ่งยืนยันว่าสามารถปฏิบัติการได้ตรงตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดในสภาพแวดล้อมจริง ถือเป็นบทพิสูจน์ที่หนักแน่นที่สุดว่า T-OR และ TANN คือระบบที่ผ่านการพิสูจน์ในสนามรบ หรือ Combat Proven อย่างแท้จริง

ด้านการป้องกัน PRAGARN (ปราการ) ระบบบริหารจัดการป้องกันรักษาความปลอดภัยที่ตั้งเพื่อต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ (Counter-UAS) ฝีมือคนไทยจากอาร์วี คอนเน็กซ์ โดยมีระบบบัญชาการและควบคุม (C2: Command and Control) ทำหน้าที่เป็นสมองกลศูนย์กลาง เชื่อมต่อเรดาร์ AESA และระบบตรวจจับ เข้ากับอาวุธต่อต้าน เช่น ระบบตัดสัญญาณ หรือปืนยิงโดรน เพื่อทำลายภัยคุกคามอย่างเบ็ดเสร็จและแม่นยำ ซึ่งเข้าประจำการปกป้องโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศมาตั้งแต่ปี 2564 สะท้อนให้เห็นถึงขีดความสามารถที่ครอบคลุมทั้งด้านการโจมตีและการป้องกันในแพลตฟอร์มที่สร้างโดยคนไทย

ที่ครบวงจรยิ่งกว่านั้นคือแนวความคิดในการปฏิบัติการ หรือ Operational Concept ของการใช้งาน UAS ร่วมกันหลายแพลตฟอร์มในสนามรบ (UAS Joint Operations) ที่ผสานศักยภาพของอากาศยานไร้คนขับรุ่น Sky Scout, Red Kite, K-18M และ ARUN ในกรอบ Command & Control ระดับเดียว ครอบคลุมภารกิจตั้งแต่การลาดตระเวนกว้าง การระบุเป้าหมาย การโจมตีแม่นยำ ไปจนถึงการประเมินผลหลังการโจมตี (BDA: Battle Damage Assessment) แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ในการพัฒนาระบบ UAS ไทยที่ตอบโจทย์สนามรบยุคใหม่ได้อย่างครบวงจรและเป็นอิสระจากต่างชาติ

รองศาสตราจารย์ ดร.สุเจตน์ จันทรังษ์ ประธานบริษัท อาร์ วี คอนเน็กซ์ จำกัด กล่าวว่า "วันนี้เราไม่ได้มาโชว์แค่แนวคิด แต่มาโชว์สิ่งที่ผ่านสนามรบมาแล้ว และสิ่งที่พร้อมจะออกสนามรบในวันข้างหน้า นั่นคือความแตกต่างระหว่างบริษัทที่พูดว่า 'เราทำได้' กับบริษัทที่พิสูจน์มันแล้ว อาร์วี คอนเน็กซ์เลือกเป็นแบบหลัง และเราจะเดินหน้าพัฒนาร่วมกับกองทัพไทยต่อไป เพราะนั่นคือทางเดียวที่จะทำให้อธิปไตยทางเทคโนโลยีของประเทศนี้เกิดขึ้นได้จริง"

ขอขอบพระคุณสำนักงานวิจัยและพัฒนาการทางทหารกองทัพบกเป็นอย่างสูง สำหรับโอกาสอันมีเกียรตินี้ อาร์วี คอนเน็กซ์ มีความมุ่งมั่นที่จะร่วมพัฒนานวัตกรรมด้านความมั่นคงร่วมกับกองทัพไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างรากฐานอุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่แข็งแกร่งและยั่งยืนสำหรับประเทศชาติในระยะยาว