ปทุมธานี, 7 สิงหาคม 2569 — บริษัท อาร์ วี คอนเน็กซ์ จำกัด ผู้นำด้านเทคโนโลยีป้องกันประเทศและอากาศยานไร้คนขับของไทย และบริษัท สามมิตรมอเตอร์ส แมนูแฟคเจอริง จำกัด (มหาชน) ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมยานยนต์และระบบสนับสนุนภาคพื้นดิน ได้ประกาศความร่วมมืออย่างเป็นทางการ เพื่อร่วมกันพัฒนาและนำเสนอโซลูชันอากาศยานไร้คนขับพร้อมระบบปล่อยอากาศยาน (Catapult Launch System) และอุปกรณ์สนับสนุนภาคพื้นดินแบบครบวงจร สำหรับภารกิจด้านการข่าวกรอง การเฝ้าตรวจ และการปฏิบัติการด้านความมั่นคงของกองทัพไทย

ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย โดยทั้งสองบริษัทจะนำจุดแข็งที่แตกต่างกันมาผสานเข้าด้วยกันอย่างลงตัว

ในด้านของ สามมิตรมอเตอร์ส บริษัทจะรับผิดชอบการออกแบบและผลิตระบบปล่อยอากาศยาน (Catapult Launch System) สำหรับอากาศยานไร้คนขับหลากหลายขนาด โครงสร้างหลักผลิตจากเหล็กกล้าเคลือบผิวกันสนิม พร้อมรางเลื่อน (Rail) อะลูมิเนียมสำหรับการเลื่อนของอากาศยาน ติดตั้งบนรถพ่วง (Trailer) แบบสองเพลา (Dual-Axle) พร้อมขาค้ำยัน (Outrigger) 4 จุด เพื่อรองรับการปรับใช้งานอย่างรวดเร็วในสนาม ระบบขับเคลื่อนใช้หลักการแรงดันลมอัด (Pneumatic System) ที่ให้ความแม่นยำในการควบคุมแรงดัน รีเซตและโหลดซ้ำได้รวดเร็ว และมีความปลอดภัยสูงในการใช้งานภาคสนาม

สิ่งที่สะท้อนถึงความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมของสามมิตรอย่างชัดเจนคือการพัฒนาและปรับปรุงระบบเบรกของฐานเลื่อนดีดอากาศยาน (Shuttle Base) อย่างต่อเนื่อง ระบบเดิมที่ใช้กระบอกลม (Air Buffer) ไม่สามารถดูดซับพลังงานได้เพียงพอเมื่อ Shuttle Base เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงถึง 25 เมตรต่อวินาที ในระยะหยุดเพียง 1,150 มิลลิเมตร ส่งผลให้เกิดการดีดกลับ (Rebound) และการกระแทกในช่วงหยุด สามมิตรจึงพัฒนาและอัปเกรดเป็นระบบซับแรงกระแทกด้วยของเหลว (Hydraulic Shock Absorber) ร่วมกับสปริงโดยเปลี่ยนรูระบายเป็นแบบวาล์วเข็มควบคุมการไหล (Needle Valve) เพื่อให้ควบคุมอัตราการไหล (Flow) ได้อย่างแม่นยำ ติดตั้งกระบอกไฮดรอลิกขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 55 มิลลิเมตร ระยะชัก (Stroke) หรือ ระยะการเคลื่อนที่ของลูกสูบ ไม่น้อยกว่า 400–600 มิลลิเมตร และเพิ่มสปริงกันกระแทกปลายทาง ผลลัพธ์คือระบบหยุดที่ปลอดภัย นุ่มนวล และปราศจากการสะท้อนกลับ ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าสามมิตรมอเตอร์สไม่เพียงแต่ผลิต แต่ยังวิจัยและพัฒนาแก้ปัญหาวิศวกรรมที่ซับซ้อนได้ด้วยตนเอง

ขณะที่ อาร์วี คอนเน็กซ์ รับผิดชอบการออกแบบและผลิตอากาศยานไร้คนขับสำหรับภารกิจด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศ พร้อมระบบควบคุมภาคพื้นดิน ระบบสื่อสาร และระบบภารกิจ เพื่อรองรับการปฏิบัติงานแบบครบวงจร ปัจจุบันบริษัทได้นำระบบดังกล่าวมาใช้ในการทดสอบอากาศยานไร้คนขับหลายรุ่น ได้แก่ Red Kite, ARUN และ Pathum 3

สิ่งที่ทำให้ความร่วมมือนี้มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์อย่างยิ่ง คือการที่ทั้งสองบริษัทเลือกที่จะพัฒนาและผลิตในประเทศไทย แทนการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งช่วยลดระยะเวลาการผลิตและจัดส่ง ตัดค่าใช้จ่ายด้านภาษีนำเข้าและค่าขนส่งระหว่างประเทศซึ่งสูงมากสำหรับอุปกรณ์ขนาดและน้ำหนักของระบบปล่อยอากาศยาน และที่สำคัญกว่านั้นคือหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากกฎหมายควบคุมการส่งออกของต่างประเทศ เช่น กฎระเบียบการค้าอาวุธระหว่างประเทศ (ITAR: International Traffic in Arms Regulations) ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งจัดให้ระบบปล่อยอากาศยานประเภทที่ใช้ได้ทั้งในภาคพลเรือนและภาคทหาร (Dual-Use) อยู่ในหมวดอุปกรณ์ทางทหารที่มีข้อจำกัดด้านการส่งออก นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับนโยบายการส่งเสริมอุตสาหกรรมภายในประเทศ สร้างความมั่นคงในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และลดการพึ่งพาต่างชาติในระยะยาว

นายคมกฤษ แสนเมือง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและพัฒนา บริษัท อาร์ วี คอนเน็กซ์ จำกัด กล่าวว่า

"ความร่วมมือกับสามมิตรมอเตอร์สครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการจัดหาชิ้นส่วน แต่คือการสร้างขีดความสามารถของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศไทยอย่างแท้จริง เมื่อเราสามารถผลิตระบบปล่อยอากาศยานได้เองในประเทศ นั่นหมายความว่าเราสามารถกำหนดมาตรฐานคุณภาพ บริหารระยะเวลาการผลิต และควบคุมห่วงโซ่อุปทานได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องรอหรือขึ้นอยู่กับนโยบายส่งออกของต่างชาติ ผมมีความเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือนี้จะเป็นรากฐานสำคัญของระบบอากาศยานไร้คนขับแบบครบวงจรที่ผลิตโดยคนไทย เพื่อกองทัพไทย"

คุณยุทธกร โพธิ์ศิริสุข รองกรรมการผู้จัดการสายธุรกิจรถใหญ่และอะไหล่ บริษัท สามมิตรมอเตอร์สแมนูแฟคเจอริง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า

"หลายคนอาจมองว่าระบบปล่อยอากาศยานระดับนี้ต้องนำเข้าจากต่างประเทศเท่านั้น แต่สิ่งที่ความร่วมมือกับ อาร์วี คอนเน็กซ์ พิสูจน์ให้เห็นคือ วิศวกรไทยสามารถออกแบบ ทดสอบ และแก้ปัญหาวิศวกรรมที่ซับซ้อนได้เองในประเทศ ตั้งแต่การปรับระบบเบรก Shuttle Base ไปจนถึงการรับรองความปลอดภัยในทุกรอบการปล่อยตัว ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นที่โรงงานของเราในประเทศไทย"

ทั้งสองบริษัทแสดงความยินดีอย่างยิ่งต่อความร่วมมือในครั้งนี้ และมีความมุ่งมั่นร่วมกันที่จะขยายความร่วมมือต่อไปในอนาคต เพื่อร่วมกันผลักดันนวัตกรรมและยกระดับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยให้แข็งแกร่งและพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน