อีฟ แอร์ โมบิลิตี และ อาร์วี คอนเน็กซ์ ลงนาม MOU ร่วมพัฒนากรอบกำกับดูแล Advanced Air Mobility ในประเทศไทย
17 สิงหาคม 2569มุ่งสร้างรากฐานด้านกฎระเบียบและการปฏิบัติการ เพื่อรองรับการพัฒนา Urban Air Mobility ในประเทศไทย

เมลเบิร์น รัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา, 17 สิงหาคม 2569 — บริษัท อีฟ แอร์ โมบิลิตี (NYSE: EVEX, EVEXW; B3: EVEB31) และบริษัท อาร์ วี คอนเน็กซ์ จำกัด บริษัทวิศวกรรมและเทคโนโลยีอากาศยานชั้นนำของไทย ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU: Memorandum of Understanding) เพื่อร่วมกันพัฒนากรอบกำกับดูแลที่จะช่วยกำหนดทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรม Advanced Air Mobility (AAM) ของประเทศไทย
ภายใต้กรอบความร่วมมือดังกล่าว อาร์วี คอนเน็กซ์ และอีฟ แอร์ โมบิลิตี จะร่วมกันขับเคลื่อนความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านการกำกับดูแลในประเทศไทยในระยะยาว โดยมุ่งประสานความร่วมมือระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อร่วมกันวางแนวทางสำหรับการดำเนินงานด้าน Advanced Air Mobility ที่มีความปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และสามารถรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมได้ในอนาคต
ความร่วมมือครั้งนี้มุ่งประเมินรูปแบบการปฏิบัติการในอนาคต ข้อกำหนดด้านความปลอดภัย กฎระเบียบการใช้น่านฟ้า และความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสมกับระบบการบินของประเทศไทย โดยศึกษาแนวทางจากมาตรฐาน AAM ระดับสากลควบคู่ไปกับการตอบสนองต่อความต้องการของตลาดไทย ทั้งนี้ อาร์วี คอนเน็กซ์ จะทำงานอย่างใกล้ชิดกับพันธมิตรจากภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้กระบวนการดังกล่าวมีความรอบด้านและเปิดรับความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน
นายโยฮันน์ บอร์เดส์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร อีฟ แอร์ โมบิลิตี กล่าวว่า “ประเทศไทยมีโอกาสอย่างมากสำหรับการพัฒนา Urban Air Mobility การทำงานร่วมกับ อาร์วี คอนเน็กซ์ เปิดโอกาสให้เรามีส่วนร่วมในการวางแนวทางด้านกฎระเบียบที่อุตสาหกรรมนี้จำเป็นต้องมีเพื่อการเติบโต ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเราในการร่วมสร้างรากฐานด้านกฎระเบียบและการปฏิบัติการที่จำเป็น ร่วมกับพันธมิตรในประเทศไทย”
รองศาสตราจารย์ ดร.สุเจตน์ จันทรังษ์ ประธาน บริษัท อาร์ วี คอนเน็กซ์ จำกัด กล่าวว่า “อาร์วี คอนเน็กซ์ มุ่งมั่นที่จะร่วมผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นผู้นำด้าน Advanced Air Mobility ในระดับโลก ความร่วมมือกับอีฟ แอร์ โมบิลิตี และพันธมิตรของเราในครั้งนี้ จะช่วยวางกรอบการกำกับดูแลที่แข็งแกร่ง เพื่อสนับสนุนหน่วยงานของไทยในการพัฒนากฎระเบียบที่ทันสมัยและสอดคล้องกับมาตรฐานสากลสำหรับเทคโนโลยีใหม่นี้”